หลักการในการดูแลรักษา "ฝ้า" นั้น คือ
1. พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดฝ้า ดังที่กล่าวแล้ว ใน วิธีการป้องกันการเกิดฝ้า โดยการ เลี่ยงแสงแดด ใช้ ครีมกันแดด SPF มากกว่า 15 เลี่ยงยาคุมกำเนิด ฯลฯ
2. การใช้ยาทาฝ้าให้จางลง ปัจจุบันมียาทาฝ้า มากมายในท้องตลาด ยาฝ้าแต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างๆกันไป มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา การแพ้ยาต่างๆกัน จึงควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ให้ดี และ เลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้ สามารถสรุปคร่าวๆ ที่เป็นที่นิยมได้ ดังนี้
สารไฮโดรควิโนน เป็นยารักษาฝ้าที่ดีและใช้มาเป็นเวลานาน แต่พบผลข้างเคียงได้ค่อนข้างบ่อย และ ระคายเคืองค่อยข้างมาก หากใช้นานๆอาจกลับกลายเป็น "ฝ้าชนิดถาวร" (เป็น ขวานฝ้าหน้าดำตลอดชีวิต) ปัจจุบันจึงเป็นสารต้องห้ามให้มีในเครื่องสำอางทั่วไป แต่ใช้ในความดูแลใกล้ชิดของแพทย์ได้ มีความเข้มข้น 2-4%
ยาวิตามิน เอ มักใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น มีระคายเคืองได้เช่นกัน เร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ถือเป็น สารต้องห้าม ให้มีในเครื่องสำอางทั่วไป เพราะมีฤทธิ์เป็นยารักษา แต่หากเป็นอนุพันธ์ของวิตามิน เอ เช่น เรตินอล สามารถใช้ได้ (นิยมในการรักษาริ้วรอย)
สารปรอท เป็นสารต้องห้าม ให้มีในเครื่องสำอางทั่วไป เช่นกัน เพราะยาทำให้หน้าขาวโดยการทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีอย่างถาวร ใช้นานๆเกิดหน้าด่างขาวถาวรได้ และ หากร่างกายดูดซึมเอาสารปรอทเข้าไป เกิดอาการทางระบบประสาท ทำให้ชัก ชาตามร่างกายได้ ถือเป็นยาที่อันตรายมาก
ยาสเตียรอยด์ ช่วยลดการระคายเคือง ทำให้ใบหน้าขาวได้ แต่หากใช้นานๆ อาจเกิด หน้าบาง เส้นเลือดขอดบนใบหน้า ขนขึ้น ได้
ื่สารสกัดจากชะเอมเทศ (Licorice extract) นิยมมากใช้ญี่ปุ่น โดยผสมในเครื่องสำอางหลายยี่ห้อชื่อดัง ทำให้หน้าขาวขึ้น
สาร อาบูติน (Arbutin) .ใช้ผสมในเครื่องสำอางหลายยี่ห้อชื่อดัง ทำให้หน้าขาวขึ้น ได้ ระคายเคืองน้อยกว่า ไฮโดรควิโนน
สาร โคจิก (Kojic) .ทำให้หน้าขาวขึ้น ได้ ยับยั้ง ไทโรซิเนส
วิตามิน ซี (Ascobyl) ในรูป ครีม โลชั่น สารละลาย แต่สลายตัวเร็วมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้สามารถรักษาสภาพของวิตามิน ซี ได้ดีขึ้น นอกจากทำให้หน้าขาวขึ้น ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวได้ด้วย (ต่อต้านริ้วรอย)
"วิตามิน ซี" ดีกับผิวพรรณอย่างไร
กรดผลไม้ (AHA or BHA) ช่วยในการลอกเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ขาวอมชมพู กว่าเดิม มักใช้ร่วมกับยาทาฝ้าชนิดอื่นๆ
การรักษา "ฝ้า" โดยวิธีอื่นๆ
1. การผลัดเซลล์ผิวโดยการลอกหน้า (Chemical peeling) โดยใช้กรดเข้มข้น ในเวลาสั้น ควรทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ หากทำในร้านเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดอันตรายเป็นแผลเป็น ด่างขาวถาวรได้ (บางคนอาจทำให้ "ฝ้า" คล้ำขึ้น ได้)
2. การกรอหน้า (Microdermabrasion) เป็นการกรอเอาผิวหน้าชั้นบนออก ช่วยรักษา "ฝ้า" ได้
3. การใช้เลเซอร์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังโดยเฉพาะ เพราะผลการรักษายังไม่ค่อยน่าพอใจนัก เพราะบางรายกลับคล้ำขึ้นมาใหม่ได้
4. ไออนโตฟอริซิส ด้วย วิตามิน ซี พบว่าทำให้ผิวหน้าดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ฝ้าจางลง
การป้องกันการเกิด "ฝ้า" (อีกครั้ง)
เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดฝ้าแล้ว เราก็สามารถ หาวิธีป้องกันการเกิด "ฝ้า" ได้โดย
แสงแดด เลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงเวลาที่แดดจัดๆ ช่วงสายถึงบ่าย ทาครีมกันแดด (Sunblock) ทุกครั้งก่อนการออกแดด และ หาสิ่งปกปิดร่างกายเวลาอยู่กลางแจ้ง เช่น สวมหมวก ปิดผ้า กางร่ม เป็นต้น
ยาคุมกำเนิด ควรเลี่ยงไปใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นๆแทนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
เครื่องสำอาง ไม่ควรเปลี่ยนเครื่องสำอางบ่อยๆ ควรหยุดใช้เครื่องสำอางที่ก่ออาการแพ้ทันที อ่านรายละเอียดของสารประกอบต่างๆในเครื่องสำอางให้ดี
